E-mail : suptarhouse@gmail.com ตั้งอยู่ที่ Show DC โทร. D Trainer 099-084-6593 , 099-629-5391 (ครูโบ) ID Line : 0996295391

รายละเอียดการขอเปิดแฟรนไชส์สาขา

666

สอบถามเพิ่มเติมโทร 095-239-1914 , D Trainer Team by ครูโบ 064-541-9299

ความรู้ที่ควรทำความเข้าใจในการเปิดแฟรนไชส์

ธุรกิจแฟรนไชส์ : เป็นวิธีการหนึ่งในการขยายตลาดและเป็นช่องทางในการจัดจำหน่าย เพื่อต่อยอดธุรกิจ โดยผ่านผู้ประกอบการอิสระ ที่เรียกว่า “แฟรนไชส์ซี” ส่วนเจ้าของธุรกิจ ให้สิทธิเครื่องหมายการค้า รวมถึงการถ่ายทอดความรู้และกระบวนการทำงานทั้งหมด เพื่อให้รูปแบบและวิธีการดำเนินธุรกิจในทุกสาขา อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน

ธุรกิจแฟรนไชส์ : จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ กับผู้ที่ต้องการมาลงทุน ซึ่งในระบบแฟรนไชส์จะมีชื่อเรียกเฉพาะ เช่น “ค่าธรรมเนียมเริ่มต้น” (Initial Franchise Fee) บางทีเรียกว่า “ค่าสิทธิ์แรกเข้า”
(Entrance Fee) เป็นค่าใช้จ่ายเริ่มต้น ที่แฟรนไชส์ซีจะต้องจ่ายให้กับแฟรนไชส์ซอร์ ซึ่งเป็นค่าสิทธิในการประกอบธุรกิจ หรือใช้ตราสินค้าหรือบริการ หรือเครื่องหมายการค้าภายใต้ระยะเวลาที่กำหนด , เงินรายงวด/ค่าธรรมเนียมการจัดการ หรือที่เรียกว่า

“ค่ารอยัลตี้ฟีส์” (Royalty Fee) ซึ่งเป็นค่าสิทธิต่อเนื่องของรายได้ที่
แฟรนไชส์ซีได้จากการดำเนินธุรกิจ เสมือนเป็นภาษีทางธุรกิจ ที่ต้องช่วยเหลือและสนับสนุนแฟรนไชส์ซอร์ เพื่อนำไปพัฒนานั่นเอง เงินรายงวดหรือค่าธรรมเนียมการจัดการ เป็นค่าใช้จ่ายระหว่างการดำเนินกิจการ
โดยปกติแฟรนไชส์ซีจะจ่ายให้แก่แฟรนไชส์ซอร์เป็นรายเดือน โดยคิดคำนวณจากสัดส่วนของยอดขายสุทธิในแต่ละเดือน ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ อาจจะถูกกำหนดให้คงที่หรือผันแปรก็ได้ แฟรนไชส์ซอร์ อาจแลกเปลี่ยนด้วยการให้บริการต่างๆ เช่น จัดรายการโฆษณาและสนับสนุนการขาย ให้ข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินงาน และการพัฒนาต่างๆ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในระบบธุรกิจแฟรนไชส์อีก เช่น การลงทุนตกแต่งร้าน เพื่อให้มีรูปลักษณ์เหมือนกับของแฟรนไชส์ซอร์ ซึ่งต้นทุนนี้จะเกิดขึ้นในระยะแรกของการตกลงใจที่จะทำแฟรนไชส์

ดังนั้น แฟรนไชส์ซี จำเป็นจะต้องมีเงินทุนที่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายล่วงหน้าส่วนนี้ พร้อมทั้งต้อง
แบ่งสรรเงินทุนส่วนหนึ่งให้เพียงพอกับการดำเนินงานธุรกิจตามปกติ เช่น ค่าใช้จ่ายทั่วไป เงินเดือนพนักงาน การสั่งซื้อสินค้าและบริการ เป็นต้น

หากคุณต้องการที่จะลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องทำการศึกษาและทำความเข้าใจกับระบบแฟรนไชส์ รวมถึงธุรกิจที่จะเข้าไปลงทุนเสียก่อน จะได้ไม่ต้องเสี่ยงกับปัญหาที่จะตามมาในภายหลัง

อันดับแรก คุณควรที่จะทำความเข้าใจกับตัวเองก่อนว่า คุณมีความเหมาะสมกับการทำธุรกิจแฟรนไชส์มากน้อยเพียงใด พร้อมที่จะเป็นนักธุรกิจแฟรนไชส์ที่ดีได้หรือไม่ เพราะการทำธุรกิจประเภทนี้ นอกจากจะต้องมีเงินลงทุน ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญแล้ว คุณควรจะมีคุณสมบัติต่างๆ เหล่านี้ด้วย
มีความรู้ ทักษะ หรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่จะลงทุน ถ้าคุณไม่เคยมีประสบการณ์ในธุรกิจด้านนั้นๆ มาก่อน ก็ควรที่จะมีการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจกับระบบแฟรนไชส์และธุรกิจที่จะลงทุนพอสมควร

มีความตั้งใจจริงและมุ่งมั่นเพื่อความสำเร็จ ถือเป็นพลังผลักดันสำคัญ ที่จะทำให้คุณสามารถต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ เพื่อไปถึงจุดมุ่งหมายได้อย่างไม่ท้อถอย

เป็นผู้ที่มีความอดทน และยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การทำธุรกิจแฟรนไชส์เป็นการทำธุรกิจระหว่างบุคคลสองฝ่าย เปรียบเสมือนการเข้าร่วมธุรกิจของคนอื่น ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น อีกทั้งจะต้องมีความอดทนต่อภาวะความเครียดและแรงกดดันต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ติดตามการเปลี่ยนแปลงและมีการเรียนรู้อยู่เสมอ ถึงแม้ว่าธุรกิจแฟรนไชส์จะมีการจัดระบบและการจัดอบรมให้ แต่แฟรนไชส์ก็ต้องมีการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจ รวมถึงต้องมีการติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมได้

มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ในการดำเนินธุรกิจนั้น คุณจะต้องทำงานร่วมกับบุคคลจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นพนักงานของคุณเอง พนักงานของ Franchiser และที่สำคัญที่สุด คือ “ลูกค้า”
การตรวจสอบแฟรนไชส์ที่คุณจะเลือกซื้อ คุณจะต้องพิจารณาเลือกแฟรนไชส์ที่มีความเหมาะสมและ
น่าลงทุนมากที่สุด เกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณา ได้แก่

สินค้าหรือบริการ ต้องมีจุดเด่นหรือมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage)

มีการถ่ายทอดความรู้ หรือ Know-How ที่เป็นระบบ สามารถนำไปปฏิบัติได้ง่าย

มีตัวอย่างของความสำเร็จในรูปของผลกำไรแสดงให้เห็น ไม่ใช่ดูจากจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว

เป็นแฟรนไชส์ที่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจเป็นระยะเวลาพอสมควร (อย่างน้อย 2 ปี)

มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี เป็นแฟรนไชส์ที่เป็นที่นิยมและยอมรับของผู้บริโภค

เป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเจริญเติบโตในอนาคต

เป็นธุรกิจที่มีการพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลา
นอกจากนี้ ยังจะต้องมีการพิจารณาถึงทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม ศึกษาข้อมูลจาก Franchiser ให้มากที่สุด มีการไปเยี่ยมชม พูดคุยกับ Franchiser และ Franchisees รายอื่นๆ เพื่อเป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจ รวมไปถึงการตรวจสอบในรายละเอียดและข้อตกลงต่างๆ ในสัญญา

ด้วยเหตุนี้ การที่คุณซื้อธุรกิจแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จหรือมีชื่อเสียง ก็มิได้หมายความว่าคุณจะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับรายอื่นๆ ธุรกิจแฟรนไชส์จึงไม่ใช่ธุรกิจสำเร็จรูปหรือสูตรสำเร็จในการดำเนินธุรกิจเสมอไป ถ้าหากคุณปราศจากการศึกษา การวางแผน และค้นหาข้อมูลที่เพียงพอ
คำนิยามของแฟรนไชส์

Franchising (แฟรนไชส์ซิ่ง) คือ วิธีการในการดําเนินธุรกิจ ประกอบด้วย เจ้าของสิทธิ์ในธุรกิจนั้นๆ หรือที่เรียกว่า “แฟรนไชส์ซอร์” (Franchisor) และผู้ขอรับสิทธิ์ในการดําเนินธุรกิจ หรือที่เรียกว่า “แฟรนไชส์ซี” (Franchisee)

Franchisor (แฟรนไชส์ซอร์) คือ เจ้าของธุรกิจ ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นได้ใช้สิทธิ์ในการดําเนินธุรกิจภายใต้ชื่อของตน ซึ่งก็คือ ผู้ขายแฟรนไชส์นั่นเอง

Franchisee (แฟรนไชส์ซี) คือ ผู้ขอซื้อแฟรนไชส์ หรือ ผู้ขอรับสิทธิ์ในการทําธุรกิจ จากเจ้าของธุรกิจที่มีความประสงค์ให้ผู้อื่นมาดําเนินการภายใต้ชื่อของตนนั่นเอง

Franchise Fee (แฟรนไชส์ฟี) เป็นค่าธรรมเนียมที่ผู้ชื้อแฟรนไชส์จะต้องจ่ายให้กับผู้ขาย
แฟรนไชส์ ในลักษณะที่เรียกว่าเป็น “ค่าธรรมเนียมแรกเข้า” ซึ่งโดยทั่วไปมักจะเป็นการจ่ายเพียงครั้งเดียวในช่วงเริ่มดําเนินการครั้งแรก

Royalty Fee (รอยัลตี้ฟี) เป็นค่าธรรมเนียมที่ผู้ขายแฟรนไชส์เรียกเก็บจากผู้ซื้อแฟรนไชส์ ซึ่งโดยมากมักจะคิดเป็นสัดส่วนจากผลการประกอบการของผู้ซื้อแฟรนไชส์ อาทิเช่น เปอร์เซ็นต์ต่อยอดขายแต่ละเดือน รอยัลตี้ฟีส์ หรือ (Royalty Fee) หมายถึง เป็นค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายอย่างต่อเนื่องตามสัดส่วนของผลการดำเนินงาน อาจจะเรียกเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อเดือน หรือต่อปี จากยอดขายหรือบางทีอาจจะเรียกเก็บจากยอดสั่งซื้อสินค้าก็มี

Advertising Fee (แอดเวอรไทซิ่งฟี) เป็นค่าธรรมเนียมที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์จะต้องจ่ายให้กับผู้ขายแฟรนไชส์ เพื่อไปใช้ดําเนินการในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ซึ่งโดยทั่วไปจะขึ้นอยู่กับผู้ขาย
แฟรนไชส์ว่าจะเรียกเก็บหรือไม่ และมีรูปแบบการเก็บแตกต่างกันไป เช่น เก็บเป็นรายเดือน หรือเก็บเป็นรายปี โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย

Operation Manual (โอเปอเรชั่นแมนวล) คู่มือการดําเนินธุรกิจ ซึ่งเขียนขึ้นโดยผู้ขายแฟรนไชส์เพื่อแนะนําถึงขั้นตอนต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจ

อ้างอิงจาก http://www.smdfranchise.com/article01.php

สาขาที่ต้องการ ส่วนกรุงเทพฯ/ปริมณฑล

1.โซนบางบัวทอง/บางใหญ่ : จำนวน 1 สาขา

2.โซนพระราม2/เพชรเกษม  : จำนวน 1 สาขา

3.โซนพระประแดง/พระสมุทรเจดีย์ : จำนวน 1 สาขา

4.โซนบางนา/สำโรง/ปากน้ำ : จำนวน 1 สาขา

สาขาต่างจังหวัดที่ รอเปิดทำการเพิ่ม เร็วๆนี้

1. ขอนแก่น

2. นครศรีธรรมราช

3.ชัยภูมิ